25.3.09

เบนซ์เผยโปรเจ็กต์สปอร์ตใหม่ เอสแอลเอส

เบนซ์เผยโปรเจ็กต์สปอร์ตใหม่ เอสแอลเอส

ข่าวต่างประเทศ - แม้เศรษฐกิจจะไม่ค่อยดี แต่เมอร์เซเดส-เบนซ์ก็จัดการกระตุ้นตลาดรถสปอร์ตระลอกใหม่ เมื่อยืนยันเดินหน้าโปรเจ็กต์การพัฒนาซูเปอร์คาร์รุ่นใหม่ที่จะใช้ชื่อว่าเอสแอลเอส โดยมีเป้าหมายเตรียมลงสู่ตลาดภายในปี 2011 พร้อมประตูเปิดขึ้นแบบปีกนก หรือที่เรียกว่า Gullwing อันเป็นเอกลักษณ์ของรถสปอร์ตรุ่นเก่า 300SL ในปี 1954

งานนี้ไม่ต้องรอข้อมูลหรือภาพแอบถ่ายแบบ Spy Shot แต่อย่างใด เพราะค่ายดาว 3 แฉกนำข้อมูลพร้อมภาพของคันที่กำลังพัฒนานำออกเผยแพร่ตามอินเตอร์เนตเองเลย โดยเอสแอลเอส เอเอ็มจีเป็นโปรเจ็กต์รถสปอร์ตที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเอสแอลอาร์ แม็กลาเรนที่กำลังจะยุติการผลิตเดือนพฤษภาคมนี้แต่อย่างใด แม้ว่าชื่อรุ่นมีลักษณะคล้ายกันและอักษรตัวท้ายจะเป็น S ซึ่งเป็นตัวที่ตามหลัง R ก็ตาม


เท่าที่มีการเปิดเผยออกมาตัวรถจะมีขนาดเล็กกว่าเอสแอลอาร์ และมีลักษณะการเปิดประตูในแบบปีกนก โดยตัวถังขึ้นรูปแบบในแบบสเปซเฟรม และใช้อะลูมิเนียมผสมกับคาร์บอนไฟเบอร์ในการผลิตโครงสร้างห้องโดยสาร และชิ้นส่วนตัวถังเพื่อลดน้ำหนัก ซึ่งคาดว่าจะอยู่ระดับ 1,623 กิโลกรัม หรือเบากว่าเอสแอลอาร์ แม็กลาเรนอยู่ 150 กิโลกรัม และมีระยะฐานล้ออยู่ที่ 2,680 มิลลิเมตร

เครื่องยนต์ที่อยู่ใต้ฝากระโปรงของเอสแอลเอส เอเอ็มจีเป็นแบบวี8 6,208 ซีซี มีกำลังสูงสุด 571 แรงม้า ที่ 6,800 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 68.6 กก.-ม. ที่ 4,750 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์แบบ 7 จังหวะรุ่นใหม่ Dual-Clutch สู่ล้อคู่หลัง โดยที่เพลาขับฝั่งซ้ายและขวาของเพลาท้ายผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ทำให้มีน้ำหนักเบาและทนทาน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ในรถแข่ง DTM ของเมอร์เซเดส-เบนซ์


ตัวรถให้อัตราเร่งที่ทันใจใช้เวลาเพียง 3.8 วินาทีในการทะยานจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะจุดเด่นที่แรงม้าต่อน้ำหนักอยู่ที่ 2.84 กิโลกรัมต่อ 1 แรงม้า ส่วนความเร็วปลายอยู่ที่ 315 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

โปรเจ็กต์เริ่มทำงานกันมาตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2006 และตอนนี้ขั้นตอนการพัฒนาเกือบเสร็จสิ้นแล้ว และจะมีการนำคันต้นแบบออกทดสอบตลอดช่วงปี 2009 ก่อนที่จะมีการเปิดตัวคันจริงปี 2010 และเริ่มทำตลาดปี 2011

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

23.3.09

BMW 5 Series Gran Turismo Concept ร่างจำแลงซีรีส์ 5 ใหม่

BMW 5 Series Gran Turismo Concept ร่างจำแลงซีรีส์ 5 ใหม่

ไม่ต่างจากตอนที่เมอร์เซเดส-เบนซ์นำต้นแบบที่ชื่อว่า ConceptFascination มาจัดแสดงเมื่อปีที่แล้ว เพราะนี่คือการอุ่นเครื่องในการนำเสนอแนวทางการออกแบบเพื่อนำมาใช้กับรถยนต์รุ่นจำหน่ายจริงอย่างอี-คลาสโฉมใหม่ ซึ่งบีเอ็มดับเบิลยูก็จัดการเดินตามรอยนี้เช่นกัน กับการเผยโฉมต้นแบบใหม่ที่ชื่อว่า 5 Series Gran Turismo เพื่อเป็นร่างจำแลงในการแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในด้านรูปลักษณ์ภายนอกที่ซีดานระดับหรูขนาดกลางอย่างสายพันธุ์ซีรีส์ 5 โฉมใหม่ควรจะเป็นเมื่อถึงเวลาขายจริง ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นในปลายปีนี้

คิวการเปิดตัวของต้นแบบใหม่รุ่นนี้จะอยู่ในเจนีวา มอเตอร์โชว์ 2009 ต้นเดือนมีนาคมนี้ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยตัวรถได้รับการพัฒนาตามแนวคิดที่เรียกว่า PAS หรือ Passive Activity Sedan หรือซีดานสุดล้ำที่เปี่ยมด้วยประโยชน์ใช้สอย และนั่นก็เลยทำให้ในตัวต้นแบบได้รับการออกแบบบนตัวถังฟาสแบ็ค 5 ประตู ซึ่งฝากระโปรงหลังสามารถเปิดขึ้นพร้อมกับกระจกบังลมหลัง เพิ่มความอเนกประสงค์ในการบรรทุกสัมภาระ และกว่ากันว่าเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายของคริส แบงเกิ้ล ก่อนที่จะเขาจะอำลาจากการเป็นหัวหน้าในส่วนฝ่ายออกแบบของบีเอ็มดับเบิลยู

ส่วนเรื่องที่ว่าเมื่อกลายมาเป็นซีรีส์ 5 ใหม่แล้ว จะมีตัวถังนี้ทำตลาดนอกเหนือจากซีดาน 4 ประตูแบบตัวถัง 3 กล่อง และสเตชันแวกอน 5 ประตูหรือไม่นั้น ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากค่ายใบพัดสีฟ้า เพราะถ้าอิงจากการทำตลาดรูปแบบเดิมๆ ของซีรีส์ 5 นับจากตัวถัง E12 จนถึงรุ่นปัจจุบันที่กำลังจะปลดระวางจากตลาดอย่าง E60/E61 แล้ว ตัวถังไม่น่าจะมีอะไรมากกว่า 2 แบบข้างต้น แต่ในยุคที่ตลาดมีการแข่งขันอย่างดุเดือด ก็ยังไม่ควรปิดโอกาสของความเป็นไปได้เกี่ยวกับสร้างสีสันในตลาดด้วยตัวถังใหม่


แต่ก็ไม่แน่ด้วยเช่นกันที่ผู้ผลิตรถยนต์อาจจะยังเล่นมุขเดิมๆ ด้วยการสร้างกระแสความสนใจในกลุ่มลูกค้าให้กลายเป็น Talk of The Town ตามหน้าอินเตอร์เนต ด้วยการผลิตต้นแบบในรูปทรงที่แปลกและแตกต่างออกไป แต่พอเอาเข้าจริงๆ ก็ไม่มีอะไรในกอไผ่…สรุปคือ คงต้องรอดูของจริงที่ซีรีส์ 5 ใหม่รหัสตัวถัง F10 ซึ่งมีคิวเปิดตัวปลายปีนี้ว่าจะมีอะไรเซอร์ไพรส์หรือไม่

ในรุ่นต้นแบบ ตัวรถมาพร้อมกับขนาดที่ใหญ่พอสมควรด้วยความยาว 4,998 มิลลิเมตร กว้างแบบรวมกระจกมองข้าง 2,207 มิลลิเมตร สูง 1,559 มิลลิเมตร ส่วนระยะฐานล้อเหลือเฟือด้วยความยาวถึง 3,070 มิลลิเมตร มั่นใจได้เลยว่าข้างในกว้างขวางและโอ่โถงแน่นอน โดยเฉพาะในส่วนของ Leg Room ของพื้นที่วางขาของเบาะนั่งทั้งด้านหน้าและหลัง


สำหรับงานออกแบบภายนอกเป็นการประยุกต์สไตล์การสร้างสรรค์มาจากซีรีส์ 7 ใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว แต่คงเอกลักษณ์ที่สำคัญๆ ของบีเอ็มดับเบิลยูเอาไว้ เช่น กระจังหน้ารูปไตคู่ หรือ Twin Kidney โดยที่ไฟหน้าเป็นแบบดวงกลมคู่ แต่ในยุคใหม่ๆ รถยนต์ของบีเอ็มดับเบิลยูเปลี่ยนมาเป็นไฟดวงกลมคู่ในกรอบเหลี่ยม เรียกว่ารายละเอียดโดยรวมของตัวรถเหมือนกับการจับเอาซีรีส์ 7 รุ่นใหม่มาย่อส่วนเพื่อเจาะตลาดรถยนต์ระดับหรูขนาดกลาง

แนวเส้นหลังคาถูกออกแบบให้ลาดเทลงมาเพิ่มความสปอร์ต และอีกเอกลักษณ์ที่ขาดไม่ได้สำหรับรถยนต์ของบีเอ็มดับเบิลยู คือ การออกแบบแนวเสาหลังคาหลังและแนวของประตูหรือกระจกบานหลังให้โค้งหักลงมาคล้ายกับตะขอ หรือ ตัว J หรือที่เรียกว่า Hofmeister kink หรือ Hofmeister kick หรือ Hofmeisterknick ในภาษาเยอรมัน ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกกับรุ่น 1500 ที่เปิดตัวในปี 1961 ในยุคที่มี Wilhelm Hofmeister เป็นผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบ และนำนามสกุลของผู้ริเริ่มมาใช้ตั้งชื่อแนวทางการออกแบบลักษณะนี้


ภายในห้องโดยสารเน้นความสวยและล้ำสมัย โดยเฉพาะการออกแบบเบาะนั่งหลังให้เป็นแบบแยกส่วนโดยมีแผงคอนโซลกลางยาวคั่นกลาง และเบาะหลังฝั่งซ้ายและขวาสามารถปรับเลื่อนถอยหลังได้ 100 มิลลิเมตร และพนักพิงสามารถปรับเอนหลังได้เช่นกัน ส่วนพื้นที่เก็บสัมภาระมีความจุ 570 ลิตร และจะเพิ่มเป็น 1,650 ลิตรเมื่อพับเบาหลังลงมา

ในเรื่องของรายละเอียดเกี่ยวกับตัวรถไม่มีการเปิดเผยออกมา เพราะดูแล้วจุดประสงค์หลักของการนำต้นแบบรุ่นนี้มาเปิดตัวคือ การสร้างกระแสความสนใจของคนทั่วโลกให้มีต่อซีรีส์ 5 ใหม่ เพื่อเตรียมตัวรับกับอีกความหรูจากแบรนด์เยอรมนีที่พร้อมเจาะตลาดรถยนต์


ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

20.3.09

2 เวอร์ชันใหม่ “โตโยต้า” แต่งอัลติส-ฟอร์จูนเนอร์ลุย

2 เวอร์ชันใหม่ “โตโยต้า” แต่งอัลติส-ฟอร์จูนเนอร์ลุย

ข่าวในประเทศ - โตโยต้า เผยทีเด็ดเวอร์ชันพิเศษสองรุ่นหลัก “โคโรลลา อัลติส และฟอร์จูนเนอร์” หวังทำยอดขายช่วงงาน “มอเตอร์โชว์” ปลายเดือนนี้ โดยดีลเลอร์ใหญ่ “พิธานพาณิชย์” ปล่อยภาพและรายละเอียดเรียกน้ำย่อยก่อนพบคันจริง สำหรับ “โคโรลล่า อัลติส รุ่นพิเศษ 1.6 SS-I (Superb Seadan-One) จะเน้นการตกแต่งสไตล์สปอร์ตทั้งภายใน-ภายนอก สนนราคา ที่ 829,000 บาท ส่วนฟอร์จูนเนอร์มีให้เลือก 2 เวอร์ชัน โดยรุ่น TRD Sportivo เน้นการตกแต่งพิเศษเช่นกัน รุ่น APERTO เน้นความบันเทิงแก่ผู้โดยสาร ทุกรุ่นผลิตจำนวนจำกัดและมีสีขาวเท่านั้น ส่วนราคายังไม่เคาะ ขณะเดียวกันยังนำ “ยาริส-วีออส” มาแต่งพิเศษเอาใจขาโจ๋ที่ชอบรถไม่ธรรมดา

ชุดตกแต่ง TRD
แม้อุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตชนิดแบบไม่รู้ชะตากรรมของตนเองอยู่นั้น ด้านตลาดรถยนต์เมืองไทยก็ไม่ต่างอะไรกับยักษ์ใหญ่ของโลกเพราะผลลัพธ์ที่ได้ส่งผลให้ผู้บริหารกุมขมับกันทุกราย สังเกตุจากยอดขายรถยนต์ช่วงเดือนแรกของปี 2552 ที่ตกลงมาถึง 30% ทั้งค่ายเล็กและค่ายใหญ่

แต่ใครละจะหยุดนิ่งทุกค่ายต่างดิ้นร้นเพื่อความอยู่รอดจึงไม่แปลกที่จะเห็นว่าในช่วงนี้ค่ายรถยนต์ต่างทยอยเปิดตัวรถใหม่กันเป็นว่าเล่นและต่างคาดหวังว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายในไตรมาส2 มิให้ตกลงไปมากกว่านี้ ที่สำคัญยังมีเวทีให้ลงเล่น โดยเฉพาะยอดขายสามารถสร้างได้ในพริบตาหากสินค้าโดนใจ

“มอเตอร์โชว์” หรือ “ บางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์” ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 26 มีนาคม-6 เมษายน 2552 จึงกลายเป็นเวทีที่ค่ายรถอาศัยในการสร้างยอดขายจากรถรุ่นใหม่ รุ่นปรับโฉม และที่ผ่านมางานมอเตอร์โชว์ก็ไม่เคยทำให้ค่ายรถผิดหวังเพราะแต่ละค่ายต่างโกยยอดขายกันเป็นกอบเป็นกำหลังจบงาน

ฟอร์จูนเนอร์ TRD Sportivo เปลี่ยนช่วงล่างด้วย

ดูเหมือนว่าทุกปีค่ายรถที่ทำยอดขายมากสุดคือ “โตโยต้า” แน่นอนปีนี้ก็คงไม่แตกต่างจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากยักษ์ใหญ่เบอร์หนึ่งของไทยที่นำรถยนต์แต่ละรุ่นมาสามารถเรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย บวกกับแคมเปญและชื่อเสียงของโตโยต้าที่อยู่ในตลาดเมืองไทยมานานย่อมสร้างความมั่นใจไปกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว

สำหรับปีนี้นอกจากจะมีรถต้นแบบอย่าง A-BAT และ 1/ X แล้วโตโยต้ายังมี พรีอุส ไฮบริด เวอร์ชันล่าสุด มาโชว์ให้คนไทยน้ำลายหกอีกรอบแต่ก็ยังไม่ยอมใจอ่อนขายสักทีปล่อยให้เกรย์มาร์เก็ตฟันยอดกันอย่างสบายใจ แต่ทีเด็ดของโตโยต้าในงานมอเตอร์โชว์อยู่ที่รุ่นพิเศษใน 2 รุ่นหลัก คือ โคโรลล่า อัลติส รุ่น 1.6 SS-I ตกแต่งแบบสปอร์ต และฟอร์จูนเนอร์ รุ่น TRD Sportivo และ APERTO โดยทั้งสองรุ่นนี้ “พิธานพาณิชย์” ดีลเลอร์ของโตโยต้า ได้ลงข้อมูลของรถทั้ง 2 รุ่นอย่างละเอียดในเว็ปไซต์ของตนเอง www.phithan-toyota.com

เบาะัหนังลาย TRD และแผงเคฟล่าร์

โดยในเว็ปไซต์บอกว่าโตโยต้า โคโรลล่า อัลติส รุ่นพิเศษ รุ่น 1.6 SS-I (Superb Seadan-One) จะเน้นการตกแต่งสไตล์สปอร์ตด้วยสเกิร์ตด้านหน้า ด้านหลัง และสปอยเลอร์หลัง กระจังหน้า แนวนอนสีขาวพร้อมโครเมี่ยม ไฟท้าย LED แบบเลนส์ไส ล้ออัลลอยด์ 15’สี smoke chrome พร้อมยาง 195/65R15 คิ้วกันกระแทกด้านข้างสีเดียวกับตัวรถ โลโก้ “SS-I ” บริเวณฝากระโปรงท้ายด้านซ้าย ภายในพวงมาลัยหุ้มหนังแบบ 3 ก้าน หัวเกียร์หุ้มหนังและฐานเกียร์ลายไม้ดำพร้อมขอบโครเมี่ยมแผงคอนโซลกลางสี Mettallic พร้อมลายไม้สีดำ สีภายในสีดำ/เบจ และเบาะหนังทูโทนสีเบจ/ดำ สนนราคาจำหน่ายอยู่ที่ 829,000 บาท มีจำนวนจำกัดเพียงแค่ 900 คัน และมีเฉพาะสีขาวเท่านั้น

ฟอร์จูนเนอร์ Aperto

ส่วนโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ รุ่น TRD Sportivo นำตัวรถรุ่น 3.0 V A/T ขับเคลื่อน 4 ล้อ มาตกแต่งพิเศษด้วยการเพิ่มอุปกรณ์ของสำนักแต่ง TRD ทั้งสเกิร์ตหน้า-หลัง สปอยเลอร์หลัง ล้อแม็กอัลลอย 18 นิ้ว ยาง 265/60R18 พร้อมโลโก้ TRD เด่นด้วยป้ายสติกเกอร์ชื่อ TRD Sportivo ประตูรถด้านหลัง 2 ข้างและท้ายรถส่วนช่วงล่างใช้โช้คอัพและคอยล์สปริงจาก TRD Sportivo

ด้านการตกแต่งภายในมีชุดเครื่องเสียงแบบเต็มหน้าจอขนาด 2 Din สีภายในห้องโดยสารแบบทูโทน สีดำและครีม Sand Beige เบาะหุ้มหนังแบบเจาะรูพร้อมปั้มลาย TRD Sportivo ,ที่เท้าแขนคอนโซลกลางหุ้มหนัง,หัวเกียร์ A/T และหัวเกียร์เปลี่ยนระบบขับเคลื่อนหุ้มหนังแบบเจาะรู ขณะที่คอนโซลกลาง,แผงครอบแป้นเกียร์,พวงมาลัย และแผงควบคุมกระจกไฟฟ้า หุ้มลายสปอร์ตเคฟลาร์ทั้งหมด

แตกต่างจากฟอร์จูนเนอร์รุ่น APERTO ที่จะนำตัวรถรุ่น 3.0 V A/T แบบขับเคลื่อน 2 ล้อ มาเสริมความบันเทิงด้วยการติดตั้งเครื่องเสียงแบบเต็มหน้าจอขนาด 2Din พร้อมจอLCD ขนาด 8.5 นิ้วบนเพดานห้องโดยสารและเพิ่มช่องเสียบต่ออุปกรณ์ AUX และ USB รองรับอุปกรณ์ด้านความบันเทิงแบบครบถ้วน

ฟอร์จูนเนอร์ทั้ง 2 รุ่นจะผลิตจำหน่ายเฉพาะสีขาวเท่านั้น โดยรุ่น TRD Sportivo ผลิตจำนวนจำกัดแค่ 1,600 คัน และเริ่มรับจองเฉพาะช่วงเดือนมี.ค.-ต.ค. 2552 และรุ่น APERTO ผลิตเพียง 800 คัน รับจองระหว่างเดือนมี.ค.-พ.ย. 2552 ส่วนราคายังไม่เปิดเผยในขณะนี้

โคโรลล่า SS-I

นอกจากนี้ยังมีอีก 2 เวอร์ชันให้เลือกคือ ยาริส และวีออส โดยรุ่นแรกมีการปรับเปลี่ยนกันชนหน้าและหลังให้กว้างขึ้น กระจังหน้าลายใหม่ ดีไซน์เรียว โคมไฟหน้าใหม่ใหญ่กว่าเดิม เพิ่มไฟเลี้ยวกระจกมองข้างโคมไฟหลังดีไซน์ใหม่อินเทรนด์ด้วยไฟเลี้ยวสีส้มและเลนส์ไฟตัดหมอกหลังแบบใส ล้ออัลออยใหม่ลาย 8 ก้านขนาด 15 นิ้ว และสเกิร์ตหน้า-หลังใหม่ (เฉพาะรุ่น S Ltd)

ส่วนภายในพวงมาลัย 3 ก้านพร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียง ความปลอดภัยที่แฝงมาพร้อมความสะดวกสบาย,ช่องต่อสาย AUX, ผ้าเบาะลายใหม่ เพิ่มความอเนกประสงค์มากขึ้นด้วย ช่องเก็บของด้านข้างประตู ถาดใส่ของอเนกประสงค์ใต้คอนโซดด้านคนขับ ช่องเก็บของอเนกประสงค์บริเวณคอนโซลกลาง ช่องเก็บของบริเวณคอนโซลท้ายพร้อมที่วางแก้วด้านหลังกล่องเก็บของเหนือพวงมาลัยกล่องเก็บของลิ้นชักบริเวณผู้โดยสารด้านหน้า รวมสิ่งที่เปลี่ยนทั้งหมดกว่า 20 จุด ราคาเริ่มต้นที่ 539,000-714,000 บาท

ยาริส ไมเนอร์เชนจ์

ขณะที่วีออสได้เปิดตัวรุ่นพิเศษไปก่อนหน้านี้ คือ VIOS GT Street สปอร์ตเข้มเพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบแนวสปอร์ต โดยปรับรูปลักษณ์ภายนอกให้ดูโฉบเฉี่ยวด้วยสเกิร์ตรอบคันทั้งด้านหน้า ด้านข้างและด้านหลัง สปอยเลอร์และสติกเกอร์ GT Street ที่ฝากระโปรงหลัง ท่อไอเสียพร้อมฝาครอบ สแตนเลส และสติกเกอร์ด้านข้างดีไซน์สปอร์ต


ส่วนภายในใช้สีโทนสีแดงดำที่ให้ความรู้สึกเร้าใจ ทั้งผ้าเบาะสีแดงกับสีดำรวมถึงพวงมาลัยหุ้มหนัง หัวเกียร์หุ้มหนังเดินด้ายสีแดง และคอนโซลหน้าสุดสปอร์ตสีดำ-แดง อย่างไรก็ตาม วีออส จีที มีค่าตัวอยู่ที่ 579,000 บาท และผลิตเพียงแค่ 1,000 คันเท่านั้น

ทั้งหมดจะเป็นทีเด็ดของค่ายโตโยต้าในกระตุ้นตลาดช่วงงานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้ ส่วนผู้บริโภคจะตอบรับมากแค่ไหนก็ต้องมาลุ้นกัน

* รับบัตรเข้าชมงาน บางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 30 (มูลค่าใบละ 100 บาท) ฟรี จำกัดจำนวนท่านละ 5 ใบ ติดต่อ 0-2629-4488 โดยแจ้งชื่อและนำบัตรประชาชนมารับ (บัตรมีจำนวนจำกัด)

ที่มา : manager ออนไลน์